LofCoolFlashNews 1.0 - Mootool 1.1

   ข่าวประชาสัมพันธ์

..............................................

•  “ผมไม่เคยคิดว่าผมคือนักธุรกิจ ผมทำงานด้วยความสนุก และเต็มที่กับมัน”

                                                            
“โกวิท รุ่งวัฒนโสภณ” หนุ่มนักบริหารมากความสามารถ เปิดฉากเล่าประวัติตัวเองว่าจบปริญญาโท MBA จากสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นกลับมาเมืองไทย มีโอกาสฝึกงานที่ธนาคารกรุงเทพ ในส่วนของ International Banking ระหว่างนั้นเอง คุณพ่อและกลุ่มเพื่อนของท่านมีที่ดินย่านรัชดาภิเษก จึงสนใจเริ่มทำธุรกิจของตัวเองจากที่ดินผืนนั้น
                 สมัยก่อนเมืองไทยยังไม่มีตลาดรถยนต์มือสอง คนขายรถยนต์มือสองจะขายตามตึกแถว ตามบ้าน และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตกำลังได้รับความนิยม จึงเกิดไอเดียทำธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตรถยนต์มือสองขึ้น ซึ่งถือเป็นตลาดนัดรถยนต์มือสองตลาดแรกของเมืองไทย และเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด และขยายอาณาจักรเป็นบริษัทมหาชนในวันนี้
บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด ทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ค้ารถยนต์ รับจัดไฟแนนซ์ ทำธุรกิจแบบครบวงจร สมัยเริ่มแรกมีพนักงานเพียงแค่ 4 – 5 คน โดยมีผมดูแลตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจของราชธานีลิสซิ่งเติบโตขึ้นพร้อมพนักงานที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่การทำธุรกิจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป หลังต้องเผชิญวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดสมัยคุณอนันต์ ปัญยารชุนเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะขณะนั้นรัฐบาลประกาศลดภาษีทั้งหมดของรถยนต์ ส่งผลให้ราคารถยนต์ตกต่ำ รถยนต์มือสองในตลาดราคาลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 5 แสนบาท/คัน เหลือแค่ 3 แสนบาท/คัน ซึ่งบริษัทฯ ได้รับผลกระทบรุนแรง และลูกค้าจำนวนมากเอารถมาคืน แต่เมื่อผ่านวิฤกตครั้งนั้นมาได้ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองใหม่ โดยมองวิกฤตที่เกิดขึ้นในอนาคตให้เป็นโอกาสทุกครั้ง
             เปิดเกมส์ผ่าทางตันช่วงวิกฤตเมื่อปี 2540 ราชธานีลิสซิ่งใช้กลยุทธ์ปรับตัว และใช้โอกาสในการเป็นบริษัทเล็กให้เป็นประโยชน์ เพราะคนที่ขายรถได้ช่วงนั้นไม่มีที่จัดไฟแนนซ์ บริษัทฯ จึงระดมเงินทุนให้ได้มากที่สุดเอามาจัดไฟแนนซ์ลูกค้า ลูกค้าดาวน์ 50% ส่วนดอกเบี้ยเรียกเท่าไหร่ก็ได้ เรียกได้ว่านั่งออฟฟิศอยู่เฉยๆ เงินก็เดินเข้ามาหา ซึ่งตอนนั้นบริษัทฯ เติบโตมาก พอร์ตขยับขึ้นมาเป็นพันล้าน
จากนั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้ามาชวนให้ระดมทุน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สมัยนั้นคือบริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การตัดสินใจเข้าไปโลดแล่นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง เติบโตประมาณ 30-40 % ทุกปี ซึ่งปัจจุบันอาณาจักรราชธานีลิสซิ่งใหญ่โตขึ้น และมีธนาคารธนชาตเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 65%
          สำหรับเคล็ดลับการบริหารงานยึดหลัก “บริการ และรวดเร็ว” เป็นสิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นจึงสอนลูกน้องเสมอว่า เวลาออกไปทำงานข้างนอก คุณต้องบริการให้ดีที่สุด และคุณก็ต้องเร็วกว่าที่อื่น หากเด็กราชธานีลิสซิ่ง เดินเข้าไปตลาดรถยนต์ อย่างน้อยคุณต้องให้ดีลเลอร์รู้จักว่าคุณมาจากที่ไหน คุณต้องดูรถเป็น ตีราคารถได้ หากลูกค้าถามอะไรเกี่ยวกับรถ คุณต้องตอบได้หมด ทำสิ่งเหล่านี้เป็นแบบเผน และนำไปบอกลูกน้องทุกคนให้ยึดถือและปฏิบัติ
“..การทำรถมือสองเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะสมัยก่อนรถแต่ละคันไม่มีมาตรฐาน มีทั้งรถชนหนัก ชนเบา ก็จอดขายปนกันหมด ผมก็ต้องสอนลูกน้องว่าเวลาไปจัดไฟแนนซ์ ต้องเลือกรถด้วย รถที่ชนหนักจะไม่เอา ดีลเลอร์ที่ขายรถยนต์พวกนี้ อย่าไปจัดมา เลือกทำดีลเลอร์ที่เค้าขายรถดีๆ เพราะฉะนั้นตอนเราทำแรกๆ เราไปเลือกดีลเลอร์ก่อน หากถามว่า ทำไมราชธานีลิสซิ่งถึงยิ่งใหญ่ และอยู่ในตลาดรถมือสองได้ถึงปัจจุบันนี้ ก็เพราะผมมีดีลเลอร์เหล่านี้ ที่ทำกันมา 20 ปี อีกทั้งดีลเลอร์รายใหญ่อยู่กับผมเยอะ และเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเอ่ยปากว่า ต้องจัดไฟแนนซ์ที่ราชธานีลิสซิ่งเท่านั้น ถ้าเป็นที่อื่นไม่จัด และเนื่องจากราชธานีลิสซิ่ง เป็นบริษัทฯ ไม่ใหญ่นัก การที่จะไปสู้กับยักษ์ตัวใหญ่ๆ จึงต้องมีลูกเล่นที่จะไปสู้ จึงต้องหาวิถีทางเพื่อการเติบโตในธุรกิจนี้..”
ส่วนตัวผมไม่เคยคิดว่าผมคือนักธุรกิจ จึงทำงานด้วยความสนุก เมื่อก่อนบริษัทไฟแนนซ์ตามตึกแถว ดอกเบี้ยจะสูงมาก ผมเข้ามาทำธุรกิจนี้จึงไม่ได้คิดว่าจะต้องเข้ามากินกำไรมากนัก และบอกลูกน้องเสมอว่าอย่าไปชาร์ตราคาแพงเกินไป สำหรับลูกค้าคนไหนดีก็ลดดอกเบี้ยให้ พอช่วงหลังๆ ธนาคารเข้ามาทำรถมือสองมากขึ้น จึงต้องอบรมพนักงาน และในสมาคมจัดอบรมรถมือสองนั้น ก็นำเจ้าหน้าที่ของราชธานีลิสซิ่งไปเป็นอาจารย์ พนักงานที่ทำงานในธนาคารก็จะเป็นลูกศิษย์ที่ผ่านการอบรมมาจากเรา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจ  
ตลอดเวลาที่ได้ร่วมพูดคุยกับยอดนักบริหาร “โกวิท รุ่งวัฒนโสภณ” มีแต่เสียงหัวเราะ เพราะเรื่องธุรกิจสำหรับผู้บริหารคนเก่งท่านนี้ คือเรื่องสนุก เต็มที่กับงานวันจันทร์ ถึงศุกร์ วันเสาร์เป็นเวลาของการพักผ่อน และดูแลสุขภาพ วันอาทิตย์เป็นเวลาของครอบครัวที่ต้องให้เต็มที่กับลูกทั้ง 2 คน ซึ่งเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลลูกคืออยู่ด้วยกันเหมือนเป็นเพื่อน และส่วนใหญ่ก็จะพากันไปเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อเติมความสุขให้กันในครอบครัว.